ความรู้เรื่องนอนกรน & ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ทำความเข้าใจ OSA (Obstructive Sleep Apnea) ตั้งแต่อาการเตือน ปัจจัยเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงทางเลือกในการรักษา ตามแนวทางการแพทย์ล่าสุด
ทำความเข้าใจ OSA (Obstructive Sleep Apnea) ตั้งแต่อาการเตือน ปัจจัยเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงทางเลือกในการรักษา ตามแนวทางการแพทย์ล่าสุด
เสียงที่เกิดจากลมผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบลง ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นสั่นสะเทือน คนกรนหลายคนไม่ได้เป็น OSA แต่เสียงกรนดังเรื้อรังเป็น หนึ่งในอาการแสดงสำคัญ ของ OSA
ภาวะที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจ ยุบตัว ลมผ่านได้น้อยกว่าปกติ (hypopnea) หรือผ่านไม่ได้เลย (apnea) เกิดเป็นภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำและสมองต้องตื่นซ้ำ ๆ เพื่อให้กลับมาหายใจ
ในประเทศไทยพบความชุกของ OSA ประมาณ 15.4% ในผู้ชาย และ 6.3% ในผู้หญิง จากการศึกษาในประชากรทั่วไป
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง OSA
เสียงกรนดังกว่าปกติ ดังจนได้ยินผ่านประตูที่ปิด หรือทำให้คนข้างๆ นอนไม่หลับ
คู่นอนหรือคนในครอบครัวเห็นว่าหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจติดขัดขณะหลับ (witnessed apnea)
สะดุ้งตื่นจากการหายใจไม่ออก สำลักอากาศ หรือตื่นมาหอบกลางคืน
ง่วงนอนกลางวันรุนแรง หลับง่ายขณะดูทีวี ประชุม หรือขับรถ ทั้งที่นอนเพียงพอ
ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น ทั้งที่นอนเพียงพอ มีอาการอ่อนเพลีย ปวดหัวตอนเช้า
นอนหลับไม่ต่อเนื่อง พลิกตัวไปมาบ่อย หรือรู้สึกเหมือนนอนไม่ลึก
ความเสี่ยงประเมินได้จากประวัติ ตรวจร่างกาย หรือแบบสอบถาม STOP-Bang
ผู้ที่มีโรคเหล่านี้ควรรีบประเมิน OSA แม้คะแนน STOP-Bang จะไม่สูง:
ผู้ที่ประกอบอาชีพต่อไปนี้ ควรประเมิน OSA แม้ยังไม่มีอาการ เพื่อป้องกันสาธารณภัยร้ายแรง: นักบิน · คนขับรถสาธารณะหรือรถบรรทุกเชื้อเพลิง · บุคลากรที่ทำงานควบคุมระบบที่ซับซ้อนหรือเสี่ยงสูง
OSA ที่ไม่ได้รับการรักษามีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างชัดเจน
โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี และการเต้นผิดจังหวะ เช่น atrial fibrillation
โดยเฉพาะความดันที่คุมยากด้วยยา รวมถึงความดันหลอดเลือดปอดสูง
เสี่ยงต่อ stroke สูงขึ้น ส่งผลต่อสมรรถภาพในระยะยาว
ความง่วงผิดปกติในเวลากลางวันเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุทางรถยนต์และการทำงาน
ส่งผลต่อสมาธิ อารมณ์ ความสัมพันธ์ และประสิทธิภาพการทำงาน
เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ภาวะซึมเศร้า โรคไต ภาวะอ้วน ที่อาจรุนแรงขึ้น
การวินิจฉัย OSA ทำโดยการ ทดสอบการนอนหลับ (Sleep Test) ซึ่งวัดค่า AHI (Apnea-Hypopnea Index) — จำนวนครั้งที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่วต่อชั่วโมง โดยแบ่งระดับความรุนแรงดังนี้:
การทดสอบมีหลายประเภทตามความซับซ้อนของอุปกรณ์ — Type 4 (คัดกรองด้วย pulse oximeter), Type 3 (multi-channel ที่บ้าน · วินิจฉัย OSA โดยแพทย์), Type 2 (PSG ครบช่องสัญญาณที่บ้าน) และ Type 1 (PSG ในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล) — ดูรายละเอียดและราคาบริการที่ หน้าตรวจการนอนหลับ หรือเริ่มจาก แบบสอบถาม STOP-Bang ที่หน้าสลีปเทสต์
แพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามปัจจัยตัวโรค ปัจจัยตัวผู้ป่วย และวิธีการรักษา
การให้ความรู้เรื่องโรค สุขอนามัยการนอนหลับ และการลดน้ำหนัก ผลลัพธ์ดีกว่าการให้คำแนะนำทั่วไปเมื่อมีการดูแลและติดตาม
เหมาะกับ: ผู้ป่วยทุกราย เป็นพื้นฐานของการรักษา
ครอบคลุม CPAP (แรงดันคงที่), APAP (ปรับอัตโนมัติ), BiPAP (สองระดับ), และ ASV — ทำหน้าที่เป็น "pneumatic splint" เพื่อไม่ให้ทางเดินหายใจยุบตัว · ประสิทธิภาพสูงและความเสี่ยงต่ำ
เหมาะกับ: AHI ≥ 15, อาการง่วงกลางวันมาก, BMI สูง, มีโรคประจำตัวสำคัญ — เป็นทางเลือกแรกที่แนะนำ · ที่โซมา เวลเนส ไพรม์ให้ทดลอง CPAP ฟรี 1 สัปดาห์เมื่อตรวจ Type 3 หรือ Type 2
ที่นิยมที่สุดคือ MAD (Mandibular Advancement Device) — ดันขากรรไกรล่างไปข้างหน้าเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ทำเฉพาะบุคคลโดยทันตแพทย์ ต้องปรับและติดตามผลเป็นระยะ
เหมาะกับ: OSA ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือผู้ที่ใช้ PAP ไม่ได้/ไม่สะดวก เช่น ต้องเดินทางบ่อย
Radiofrequency (RF) ทำได้ที่จมูก เพดานอ่อน หรือโคนลิ้น และ Erbium YAG Laser สำหรับนอนกรนและ OSA ที่ไม่รุนแรง
เหมาะกับ: ผู้ที่นอนกรนและความเสี่ยง OSA ต่ำ หรือ OSA ไม่รุนแรง · ไม่แนะนำ CO₂ Laser LAUP เนื่องจากอัตราความสำเร็จต่ำและภาวะแทรกซ้อนสูง
มีหลายชนิดตามตำแหน่งของการอุดกั้น:
เหมาะกับ: ผู้ที่ไม่ต้องการใช้ PAP, อายุน้อย, BMI < 40, มีโครงสร้างที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้น
การใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้วิธีเดียวแล้วยังไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง
ทำแบบสอบถาม STOP-Bang 1 นาที เพื่อรับคำแนะนำว่าควรตรวจ Sleep Study หรือไม่
ทำแบบสอบถามคัดกรอง OSA